Posted on

หน้าบัน

หน้าบัน คือ แผงกรุภายในกรอบโครงหลังคาจั่วสำหรับอาคารชั้นสูง ที่มีการประดับตกแต่งลวดลายสวยงาม มี ๓ รูปแบบหลัก ที่พัฒนาไปตามยุคสมัย ได้แก่ หน้าบันแบบดั้งเดิมและหน้าบันในยุคหลัง ราวช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ เป็นต้นมาอีก ๒ รูปแบบ คือ หน้าบันในกรอบหน้าจั่ว และหน้าบันมุขหลังคาจั่วยื่นคลุมบันได หน้าบันแบบดั้งเดิม แยกเป็น ๓ ส่วนออกจากกันชัดเจนด้วยแนวเสา คือ ช่วงกลางระหว่างแนวเสาคู่กลาง ที่แบ่งช่องย่อยภายในรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วตามโครงสร้างม้าต่างไหม และช่วงริม ๒ ข้างระหว่างเสาคู่นอก ที่อยู่ใต้ระนาบชายคาลดระดับ โดยแต่ละช่วงมีแผงล่างที่มีแนวขอบโค้งลงเรียกว่า “โก่งคิ้ว” หน้าบันสามเหลี่ยมในกรอบหน้าจั่ว มีการทำแผงลวดลายหน้าบันปิดทับหน้าบันทั้ง ๓ ส่วน โดยไม่แบ่งช่องภายในรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วตามโครงสร้างม้าต่างไหม หน้าบันมุขหลังคายื่นคลุมบันได ได้รับอิทธิพลจากรูปแบบวิหารแบบพม่าที่มีการยื่นมุขหลังคาจั่วในแนวเสาคู่กลางออกมาคลุมบันไดนาคด้านหน้าวิหาร จึงมีขนาดเล็กเพียงช่วงเสาเดียวและมี “โก่งคิ้ว” ต่อเนื่องตลอดแนว ลวดลายหน้าบันมีทั้งแบบดั้งเดิม ที่แบ่งช่องย่อยตามโครงสร้างม้าต่างไหม และแบบสามเหลี่ยมในกรอบหน้าจั่ว ที่มา: หนังสือสถาปัตยกรรมล้านนา ภาพถ่าย: รุ่งกิจ เจริญวัฒน์ / วีระพล สิงห์น้อย

Posted on

ป๋างเอก

ฝาผนัง เรียกตามคำล้านนาว่า “ป๋างเอก” มี ๒ ลักษณะ ได้แก่ ฝาผนังไม้ที่ติดตั้งอยู่เฉพาะครึ่งบน เรียกว่า “ฝาย้อย” หรือ “ฝาหยาด” ในอาคารแบบเปิด ที่แต่ละช่วงเสาเปิดโล่งให้คนสามารถเดินเข้าได้โดยรอบ ทำให้ต้องทิ้งปลายชายคาต่ำลงเพื่อกันแดดและฝนได้เพียงพอ มักใช้กับวิหารทรงพื้นเมือง เรียกว่า “วิหารโถง” หรือ “วิหารป๋วย” ส่วนฝาผนังเต็มความสูงจากพื้นถึงใต้ชายคาโดยมีหน้าต่างในแต่ละช่วงเสาในอาคารแบบปิด อาจเป็นฝาผนังไม้ครึ่งบน ต่อด้วยฝาผนังก่ออิฐถือปูนครึ่งล่าง หรือเป็นฝาผนังก่ออิฐถือปูนทั้งหมด ป๋างเอกของอาคารชั้นสูงมักทำด้วยฝาไม้กระดานเข้าลิ้นประกอบอยู่ในกรอบโครงไม้รูปสี่เหลี่ยมย่อยๆ เรียกว่า “ฝาตาผ้า” และอาคารแบบปิด มีทั้งที่ใช้ฝาตาผ้าซึ่งเป็นไม้ทั้งหมด หรือพัฒนาต่อเติมเป็นฝาผนังก่ออิฐถือปูนช่วงล่างต่อจากฝาตาผ้าช่วงบน หรือก่ออิฐถือปูนทั้งหมดในสมัยหลัง ในอาคารแบบปิด หากพื้นที่ใหญ่จะใช้กรอบทางตั้งเป็นแนวหลักและแบ่งซอยด้วยกรอบแนวนอน ส่วนแผงไม้ที่ติดระหว่างเสา เช่น ฝาย้อยและแผงคอสอง จะแบ่ง ช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวเดียวเรียงตามแนวนอน ส่วนใหญ่มีประตูทางเข้าบานเปิดคู่กลางเฉพาะด้านหน้าเน้นทางเข้าหลักด้วยกรอบซุ้มประตู หรือมีประตูเล็กทางด้านข้างด้วย และเจาะช่องหน้าต่างบานเปิดคู่ในแต่ละช่วงเสา หรือเจาะช่องแสง แบบช่องตีนกา (ปล่องเบงจร) เป็นรูปกากบาท หรือเจาะช่องลูกกรงตามตั้งด้วยไม้กลึงแบบลูกมะหวด และช่องลูกกรงตามตั้งไม้หรือปูนแบบหน้าตัดสี่เหลี่ยมขอบเรียบ ที่มา: หนังสือสถาปัตยกรรมล้านนา ภาพถ่าย: รุ่งกิจ เจริญวัฒน์ / วีระพล สิงห์น้อย […]

Posted on

“วังและวัด” ทรงพื้นเมืองล้านนา

องค์ประกอบสถาปัตยกรรมของอาคารพื้นเมืองล้านนา เช่น รูปทรงอาคาร หลังคา ระบบโครงสร้าง ผนัง ช่องเปิด บันได และส่วนประกอบอื่นๆ พัฒนาสืบทอดกันมาเป็นเอกลักษณ์ตามความเชื่อและวิถีชีวิตในท้องถิ่น อาคารชั้นสูง เช่น พระราชวัง หอคำ (คุ้มหลวง) และอาคารสำคัญทางศาสนา เช่น วิหาร อุโบสถ มีลักษณะคล้ายกันขององค์ประกอบโครงสร้างที่สัมพันธ์กับผังพื้น คือ ระบบเสาและโครงหลังคา ผังอาคารมีแนวแกนเดียวตามยาว โดยมีด้านหน้า – หลังอยู่ในด้านสกัด รูปทรงอาคารและระบบเสาของอาคารพื้นเมืองล้านนา มีการยกเก็จเพิ่มมุมเสาด้านข้าง ด้วยการใช้เสาคู่ในแนวริมนอก บริเวณที่มีการเพิ่มมุมให้มีรูปทรงป่องออกช่วงกลางอาคารคล้ายลำเรือ โดยการใช้เสาคู่เพื่อเพิ่มระยะช่วงเสาให้กว้างขึ้น เสาแนวริมนอก ๒ ข้าง ที่ต้องมีการเพิ่มมุม มีหน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ส่วน “เสาหลวง” ๒ แนวตามยาว มีหน้าตัดกลมหรือแปดเหลี่ยม หลังคาเป็นทรงจั่ว มี “ไขรา” (ชายคากันสาด) ซ้อนใต้ระนาบหลังคาจั่วทั้งสองข้าง ๑ – ๒ ชั้น ตามความกว้างของอาคาร โดยการเพิ่มแนวเสาตามยาวออกไป และมีการซ้อนชั้นลดหลั่นระดับของหลังคาจั่ว – ไขราที่สอดคล้องกับแนวยกเก็จของระบบเสาด้วย […]

Posted on

หลองข้าว

ชาวล้านนาเรียกยุ้งข้าว ว่า “หลองข้าว” มีอยู่คู่ทุกเรือนพักอาศัยมาแต่โบราณ ในสังคมเกษตรกรรมทั้งหมู่บ้านชนบทและเมือง ในที่ราบลุ่มและบนภูเขา ทั้งในเรือนชาวบ้านทั่วไป คหบดี และเจ้า เช่นเดียวกับภูมิภาคใกล้เคียงในภาคอื่นๆ ของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ไปถึงประเทศจีนและญี่ปุ่น เป็นต้น “หลองข้าว” มักสร้างอยู่เยื้องมาทางด้านหน้าตัวเรือน เพื่อให้สะดวกในการขนย้ายข้าวเปลือกจากที่นา โดยมีขนาดใหญ่เล็กตามสถานะทางเศรษฐกิจ หรือปริมาณการถือครองที่นาของเจ้าของ หรือบางแห่งไม่กั้นฝาห้อง แต่ใช้ภาชนะไม้ไผ่สานทรงกระบอกขนาดกว้างประมาณ ๑ เมตร สูงประมาณ ๑.๕ เมตร ทาอุดผิวด้วยขี้วัว ขี้ควาย ผสมดินและน้ำ เรียกว่า “เสวียน” ส่วนก้นเสวียนสานเป็นตาโปร่งๆ หลองข้าวพื้นเมืองล้านนา โดยทั่วไปจะเป็นอาคารยกเป็นใต้ถุนให้พื้นห่างจากดิน ตัวอาคารและหลังคามี ๒ รูปแบบใหญ่ๆ คือ แบบที่มีฝาอยู่ด้านในแนวเสาและอาจมีหลังคาทรงจั่วลาดลง ๒ ทางแบบทั่วไป และแบบซึ่งเป็นรูปแบบหลองข้าวที่มีเฉพาะในล้านนา ที่มีส่วนระเบียงซึ่งอาจปล่อยโล่งหรือกั้นฝาโดยรอบตัวอาคาร โดยยื่นป่องออกจากแนวเสา และมีหลังคาจั่วครอบบนชายคากันสาดยื่นคลุมทั้ง ๔ ด้านอีกชั้นหนึ่ง เป็นเอกลักษณ์อย่างชัดเจน หลองข้าวแบบล้านนา รูปแบบเสารับหลองข้าว จัดวางเสา ๒ แนว มีจำนวนช่วงเสา ตั้งแต่ ๑ […]

Posted on

เฮือนไม้จิ๋งและเฮือนกาแล

เรือนแบบประเพณีนิยมล้านนาดั้งเดิม มีทั้งรูปแบบ “เฮือนไม้จิ๋ง” (เรือนไม้จริง) และ “เฮือนกาแล” (เรือนกาแล) เรือนไม้จริง รูปทรงเรือนคหบดีล้านนาโบราณที่อ้างอิงได้ ปรากฏในภาพลายเส้น เรือนของเจ้าราชสีห์ ผู้ปกครองเมืองเชียงราย ที่เขียนโดย คาร์ล บ็อค นักสำรวจชาวนอร์เวย์ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๔ ส่วน เรือนกาแล หรือในอดีตเรียกว่า “เรือนเชียงแสน” มีองค์ประกอบพิเศษที่เด่นชัดแตกต่างจากเรือนไม้จริงโดยทั่วไป ตามความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวลัวะชนพื้นเมืองเดิมว่าเป็นเครื่องปกป้องสิ่งอัปมงคล คือ “กาแล” เป็นไม้แกะสลักไขว้ติดอยู่ที่ยอดปั้นลมหลังคาจั่ว และ “หัมยนต์” ซึ่งเป็นไม้แกะสลักติดที่เหนือช่องประตูทางเข้าห้องนอนเจ้าของบ้าน “เฮือนกาแล” มีแหล่งกำเนิดในชุมชนเมืองเชียงใหม่และกระจายไปสู่พื้นที่โดยรอบบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน คือ จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ส่วนจังหวัดในที่ราบลุ่มแม่น้ำอื่นๆ มีเรือนกาแลเป็นส่วนน้อย เรือนทั้ง ๒ รูปแบบ ใช้วิธีก่อสร้างแบบเรือนเครื่องสับ ซึ่งใช้ไม้จริงเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก จัดขนาดไม้โครงสร้างแต่ละส่วนเป็นระเบียบ ประกอบเข้าไม้แบบสลักเดือย ตกแต่งด้วยไม้แกะสลักต่างๆ โดยมีตำราการสร้างเป็นแบบแผนด้วยความประณีต โครงสร้างระบบเสา – คาน ใช้ไม้เนื้อแข็ง วางเสาเป็นระบบตาราง ระยะช่วงเสาในด้านยาวแคบกว่าช่วงเสาในด้านสกัดของแนวหลังคา และมีเทคนิคการลดจำนวนเสาเรือนให้ได้ช่วงเสากว้างขึ้นโดยใช้ “เสาป๊อก” (เสาสั้นรับกลางช่วงคาน) […]

Posted on

วิหารและอุโบสถล้านนา

วิหาร อาคารสำหรับพระสงฆ์ประกอบพิธีทางศาสนาที่มีชาวบ้านเข้ามาร่วมด้วย การสร้างวิหารในล้านนามีสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยเริ่มรวบรวมดินแดนของพญามังราย เจตนารมณ์ในการสร้างวิหาร เช่น เพื่อให้เป็นที่ตั้งแห่งพระรัตนตรัยเพื่อสืบทอดพระศาสนา เพื่อปรารถนาพุทธภูมิหรือเพื่อเป็นหนทางแห่งการรอดพ้นจากอบายภูมิ รูปแบบวิหารแบ่งตามลักษณะฝาผนังโดยรอบ ๒ รูปแบบ คือ วิหารเปิด (วิหารโถง) และวิหารปิด และยังแบ่งตามลักษณะผังอาคารเป็น ๔ รูปแบบ คือ ทรงพื้นเมือง ทรงโรง ทรงปราสาทและทรงจัตุรมุข อุโบสถ หรือ โบสถ์ เป็นอาคารสำหรับพระภิกษุทำสังฆกรรม เช่น สวดปาฏิโมกข์ หรือการบรรพชา มีรูปแบบคล้ายกับวิหารแต่ขนาดเล็กกว่า ข้อแตกต่างจากวิหาร คือ อุโบสถต้องมีการกำหนดขอบเขตเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่น ใช้ “ใบเสมา” ทำด้วยแท่งหินปักที่พื้นรอบอุโบสถ โดยใช้ “กำแพงแก้ว” คือกำแพงเตี้ยล้อมรอบอุโบสถ หรือใช้ “อุทกสีมา” คือคูน้ำล้อมรอบหรือตั้งอุโบสถกลางสระน้ำ บางวัดไม่มีอุโบสถเนื่องจากในอดีตกลุ่มวัดในละแวกใกล้เคียงนิยมทำสังฆกรรมร่วมกันในอุโบสถของวัดใดวัดหนึ่ง เรียกว่า “หมวดอุโบสถ” การจัดพื้นที่ภายในวิหารและอุโบสถ วิหารและอุโบสถ มีแผนผังยาวตามแนวแกนทิศตะวันออก – ตะวันตก มีที่ประดิษฐานพระประธานบริเวณช่วงเสาท้ายสุดของอาคาร โดยหันพระพักตร์ไปทางด้านหน้าประตูทางเข้า ซึ่งเป็นทิศตะวันออก ผนังตรงกับหน้าบันด้านหลังอาคารก่อทึบเพื่อเป็นพื้นหลังพระพุทธรูป และมักตกแต่งด้วยลวดลาย เช่น […]

Posted on

พุทธเจดีย์ในดินแดนล้านนา ตอน ๒ “เจดีย์ทรงระฆัง”

ช่วงยุคทองของอาณาจักรล้านนา มีการสร้างวัดและพระธาตุเจดีย์เป็นจำนวนมาก รวมทั้งบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานที่สร้างในยุคก่อนหน้าหลายแห่ง ทั้งในเมืองเชียงราย ลำพูน และลำปาง รูปแบบเจดีย์ได้รับการพัฒนาปรับปรุงสัดส่วนองค์ประกอบต่างๆ ถึงขีดสุด จนเป็นแบบอย่างเจดีย์พื้นเมืองของล้านนาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นอย่างชัดเจน โดยมีทั้งเจดีย์ทรงปราสาทที่มีความเชื่อมโยงกับรูปแบบเจดีย์ทรงปราสาทของล้านนาตอนต้น และเจดีย์ทรงระฆัง อีก ๒ รูปแบบ คือ รูปแบบที่มีองค์ประกอบเชื่อมโยงกับเจดีย์ทรงระฆังแบบพุกามและเจดีย์ ทรงระฆังแบบสุโขทัย เมื่อขยายขอบเขตอาณาจักรกว้างขวางออกก็ได้แผ่อิทธิพลรูปแบบสถาปัตยกรรมไปยังเมืองต่างๆ ของล้านนา รวมถึงอาณาจักรล้านช้าง เจดีย์ทรงระฆังล้านนายุคทองแบบที่ ๑ มีลักษณะเชื่อมโยงกับเจดีย์ทรงระฆังแบบพุกาม (พุทธศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๘) โดยผสมผสานทั้งแบบพม่าแท้และแบบที่ได้รับอิทธิพลจากลังกา ลักษณะสำคัญ คือ เจดีย์พุกามแบบพม่าแท้มีบัวซ้อนชั้นรับองค์ระฆังประดับลายกลีบบัว คั่นด้วยชั้นท้องไม้เจาะช่องสี่เหลี่ยม องค์ระฆังมี รัดอก และมีบัวปากระฆัง ส่วนฐาน ประทักษิณ ในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุม ซึ่งมีบันไดขึ้นไปยังซุ้มประตู และประดับเจดีย์ขนาดเล็กประจำมุม (สถูปิกะ) ส่วนเจดีย์ที่ได้รับอิทธิพลจากลังกา มีชุดบัวลูกแก้ว ๓ ชั้นในผังกลม รับองค์ระฆังที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีบัลลังก์สี่เหลี่ยมจัตุรัส เจดีย์ล้านนามีการผสมผสานองค์ประกอบการทำฐานบัวในฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุมและยืดทุกสัดส่วนให้สูงเพรียว เจดีย์ทรงระฆังล้านนาในยุคทองที่มีลักษณะเชื่อมโยงกับเจดีย์ทรงระฆังแบบสุโขทัย ที่ได้รับอิทธิพลจากเจดีย์ของลังกาและอินเดีย เน้นองค์ระฆังขนาดใหญ่ มีบัวปากระฆังและมาลัยเถาแบบบัวถลา ซ้อนหลายชั้นรับองค์ระฆัง และเจดีย์บางองค์มีฐาน “ช้างล้อม” […]

Posted on

พุทธเจดีย์ในดินแดนล้านนา ตอน ๑ “เจดีย์ทรงปราสาท”

ในดินแดนล้านนาโบราณ มีการสร้างเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่สมัยอาณาจักรโยนก – หิรัญนครเงินยาง มีการสร้างพระธาตุเจดีย์อยู่บนดอยที่อยู่นอกเมือง ตั้งแต่สมัยเมืองนาคพันธุ์สิงหนุวัติ (โยนกนคร) แต่ปัจจุบันเหลือองค์เจดีย์เดิมที่สร้างสมัยนั้นน้อยมาก เนื่องจากมีสภาพปรักหักพังไปตามกาลเวลากลายเป็นโบราณสถาน และบางแห่งถูกสร้างเจดีย์ใหม่ครอบทับ ส่วนพระธาตุเจดีย์ที่สร้างขึ้นในสมัยเวียงปรึกษาและเมืองหิรัญนครเงินยาง ยังเหลือเป็นโบราณสถานบางแห่งในจังหวัดเชียงราย และเจดีย์พระบรมธาตุดอยตุงที่พญามังรายสร้างไว้ ภายหลังได้ถูกสร้างองค์ใหม่ครอบทับไปแล้วเช่นเดียวกัน เจดีย์ที่สร้างในสมัยอาณาจักรหริภุญไชย เป็นรูปแบบเจดีย์ทรงปราสาท ที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบเจดีย์ในสมัยอาณาจักรล้านนาตอนต้น มีการสร้างพระธาตุเจดีย์อยู่ภายในเมือง และสร้างวัดขึ้นบริเวณที่มีพระธาตุเจดีย์ แต่พระธาตุเจดีย์ส่วนใหญ่ถูกสร้างองค์ใหม่ครอบทับในสมัยอาณาจักรล้านนาเป็นต้นมา มีเจดีย์สำคัญ ๓ รูปแบบ ในจังหวัดลำพูน ที่ยังคงรูปแบบเดิมโดยไม่ถูกสร้างครอบทับใหม่ที่สร้างในช่วงที่อาณาจักรหริภุญไชยเจริญรุ่งเรืองสูงสุด (พุทธศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๘) และเป็นต้นแบบสำคัญให้แก่การสร้างเจดีย์ในสมัยล้านนาตอนต้น รูปแบบเจดีย์ในสมัยอาณาจักรล้านนาตอนต้น ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากต้นแบบหลัก คือ รูปแบบเจดีย์ทรงปราสาทในสมัยอาณาจักรหริภุญไชย ผสมผสานกับอิทธิพลทางศิลปะจากภูมิภาคใกล้เคียง เช่น พุกามและสุโขทัย เจดีย์สมัยอาณาจักรหริภุญไชยในยุคที่เจริญสูงสุด (พุทธศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๘) เป็นแบบอย่างให้กับเจดีย์ล้านนาตอนต้น ลักษณะเจดีย์ทรงปราสาท ผังของส่วนฐานและเรือนธาตุมีทั้งแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสและแปดเหลี่ยม เน้นจุดเด่นที่ส่วนเรือนธาตุซ้อนชั้นที่แต่ละด้านมี “ซุ้มจระนำ” ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น ในสมัยล้านนาตอนต้น มีการผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับพุทธศาสนา มีรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลจากอาณาจักรหริภุญไชยเป็นหลัก และยังปรากฏอิทธิพลศิลปะพุกามและสุโขทัยในบางส่วน เจดีย์ทรงปราสาทในยุคทองของอาณาจักรล้านนา มีความแตกต่างจากยุคล้านนาตอนต้น คือส่วนเรือนธาตุในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุม […]