Posted on

เครื่องประดับสถาปัตยกรรม ตอน ๒ “ช่วงยุคทอง – หลังยุคทองของอาณาจักรล้านนา”

ช่วงยุคทองของอาณาจักรล้านนา เจดีย์ทรงปราสาท ลวดลายประดับองค์เจดีย์ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ที่กรอบซุ้มจระนำหรือซุ้มโขงที่รับบันไดบนชั้นฐานประทักษิณ ประติมากรรมนูนต่ำ มีการพัฒนาลวดลายจนเป็นแบบอย่างพื้นเมืองล้านนา เส้นสายและกรอบโครงเป็นรูปทรงอิสระและเลียนแบบธรรมชาติมากขึ้น เช่น “ลายพรรณพฤกษา” (ลายเครือเถา ลายเครือล้านนา) เป็นรูปดอกไม้ใบไม้ต่างๆ รวมถึงลายดอกไม้ร่วงที่ได้รับอิทธิพลจากลังกาใช้ประดับเพื่อลดที่ว่างของพื้นหลัง “ลายเมฆไหล” ได้รับอิทธิพลศิลปะจีน และ “ลายกระหนกล้านนา” ที่ขมวดหัวจนเกือบเป็นวงกลม ลวดลายในงานประติมากรรมนูนตํ่ามีลักษณะคล้ายงานฉลุโปร่ง ขอบลายคมชัด ดูเหมือนแยกส่วนจากพื้นเรียบด้านหลัง ประติมากรรมนูนสูง นอกจากพระพุทธรูป ยังมีรูปเทวดา และรูปสัตว์หิมพานต์ ตามแนวความคิดจักรวาลคติ เช่น นาค สิงห์ หงส์ ครุฑ กินนร กินนรี รวมไปถึงมกรและมอม เจดีย์บางองค์ประดับรูปปูนปั้นช้าง ล้อมรอบส่วนฐานประทักษิณ ตามอิทธิพลศิลปะลังกา เจดีย์ทรงระฆัง มีบัวซ้อนชั้นรับองค์ระฆังประดับลายกลีบบัว คั่นด้วยชั้นท้องไม้เจาะช่องสี่เหลี่ยมและรูปเทวดา การตกแต่งพื้นผิว ในช่วงยุคทองของอาณาจักรล้านนา เจดีย์บางองค์ตกแต่งพื้นผิวในบางส่วนหรือรอบองค์เจดีย์ โดยการ “หุ้มทองจังโก” ซึ่งทำด้วยทองสำริด ตีแผ่นบางสำหรับบุผิว และ “ดุนลาย” บางองค์ประดับลายเป็นแถบโอบรอบในส่วนกลางองค์ระฆังเรียกว่า “รัดอก” และในส่วนปลายองค์ระฆังเรียกว่า “บัวคอเสื้อ” ตามอิทธิพลศิลปะพุกาม หรือมีการตกแต่งพื้นผิวแบบ “ลงรักปิดทอง” […]

Posted on

เครื่องประดับสถาปัตยกรรม ตอน ๑ “ช่วงก่อนยุคทองของอาณาจักรล้านนา”

ช่วงก่อนยุคทองของอาณาจักรล้านนา ประกอบด้วย ประติมากรรมนูนตํ่าและนูนสูง โดยเฉพาะเจดีย์ทรงปราสาท ที่เน้นการประดับลวดลายส่วนเรือนธาตุ เช่น แนวเส้นลวดบัวประดับเสาและกรอบซุ้มจระนำ ประติมากรรมนูนต่ำ มีลักษณะแบบลายทึบ ผิวหน้าของตัวลายเรียบเสมอกัน ทำให้ดูเป็นเนื้อเดียวกับพื้นเรียบด้านหลัง ลวดลายพื้นฐานเป็นลวดลายที่เชื่อมโยงกับศิลปะทวารวดีทางตอนใต้และศิลปะพุกามทางตะวันตก รวมทั้งศิลปะคุปตะในอินเดีย ประกอบด้วย ลายแม่แบบ ได้แก่ ลายประดิษฐ์ของดอกไม้ ใบไม้ ในกรอบโครงรูปเรขาคณิต เช่น วงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงรี เส้นขนาน หรือมีการจัดเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบและไม่ซับซ้อน ประติมากรรมนูนสูง มักใช้สำหรับรูปเคารพ ได้แก่ พระพุทธรูป รูปเทวดา นอกจากนี้มีรูปสัตว์ เช่น มกร หน้ากาล และสัตว์หิมพานต์ เช่น สิงห์ ครุฑ คชสีห์ หงส์ ซุ้มจระนำ กรอบโค้งหยักบนชั้นเรือนธาตุของเจดีย์ทรงปราสาทในสมัยก่อนยุคทอง หน้ากาล (เกียรติมุข กีรติมุข ราหู สิงหมุข) รูปหน้าอมนุษย์ มีศีรษะ ไม่มีริมฝีปากล่าง ไม่มีลำตัว ใช้ประดับเหนือซุ้มหรือทางเข้า เป็นสัญลักษณ์ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ในการขจัดสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้าไปในอาคาร […]

Posted on

ฝาตั้ง ฝาตาก ฝาแป้นหลั่น ฝาไม้บั่ว

ฝาผนัง มีลักษณะเป็นแผงประกอบสำเร็จ ก่อนติดตั้งทับด้านนอกแนวเสา ยาวต่อเนื่องไปตลอดแนวอาคาร โดยวางบนหัวของแวงและตง ที่ยื่นออกมารับแต่ละด้าน ประกอบด้วยกรอบไม้โดยรอบที่เซาะร่องเป็นรางสำหรับวางแผ่น “ลูกกรุ” ซึ่งมีทั้งวัสดุ แผ่นกระดานไม้จริง เรียกว่า “ฝาไม้แป้น” และไม้ไผ่ เรียกว่า “ฝาไม้บั่ว” “ฝาไม้แป้น” มีรูปแบบต่างๆ เช่น “ฝาตาผ้า” แบ่งกรอบซอยภายในตามแบบแผนมีกรอบตามแนวตั้งเป็นหลักและกรอบแนวนอนภายในอีก ๒ แนวใกล้ขอบบน – ล่าง แบ่งช่องลูกกรุตามตั้งออกเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวตามตั้งในช่วงกลาง และสี่เหลี่ยมเล็กในแถวบน – ล่าง เซาะร่องกรอบไม้เป็นรางเพื่อบรรจุลูกกรุเข้าลิ้นแยกในแต่ละช่อง และติด “เล็บ” หรือคิ้วไม้ประกับภายในช่องกรอบย่อยโดยรอบอีกชั้นหนึ่ง ใช้กับเรือนคหบดี เช่น เรือนกาแล แบบที่ ๒ เรียกว่า “ฝาตั้ง” วางเรียงลูกกรุตามตั้ง รอยต่อชน แบบที่ ๓ เรียกว่า “ฝาแป้นหลั่น” วางเรียงลูกกรุตามตั้ง รอยต่อแบบบังใบ “ฝาตั้ง” และ “ฝาแป้นหลั่น” นี้ไม่มีแบบแผนตายตัวในการจัดแนวไม้คิ้วทับแนว เช่น ไม้คิ้วทับแนวตามระยะช่วงเสา ไม้คิ้วทับรอยต่อลูกกรุตามตั้งทุกแนว หรือจัดไม้คิ้วตามตั้ง […]

Posted on

เสาป๊อก แหนบ ขั้นไดและเสาแหล่งหมา

องค์ประกอบสำคัญที่มีลักษณะพิเศษเป็นเอกลักษณ์ของเรือนพักอาศัยพื้นถิ่นแบบล้านนา ยกตัวอย่างเช่น เสาป๊อก ในโครงสร้างของเรือนไม้จริงมีการใช้ “เสาป๊อก” (เสาสั้น) ทั้งชั้นใต้ถุนและชั้นโครงหลังคา เป็นการเพิ่มจุดรับน้ำหนักพื้นหรือโครงหลังคา โดยทำให้สามารถเว้นระยะระหว่างช่วงเสาในชั้นพื้นเรือนได้กว้างขึ้น โดยไม่ต้องมีเสาลอยเกะกะในบริเวณพื้นที่โล่ง นอกจากนี้ การแยกส่วนของไม้พื้นแต่ละห้องที่มีระดับเดียวกันเพื่อแยกการรับน้ำหนักจร จะใช้ไม้พื้นที่มีความหนาเท่ากับความหนาตง บวกกับความหนาไม้พื้นตามปกติ เรียกว่า “ไม้แป้นท่อง” วางตามแนวเสา แหนบ แหนบ คือ แผงกรุปิดในภายในกรอบโครงหลังคาจั่ว สำหรับบ้านเรือน มีการทำแต่ละช่องระหว่างโครงไม้ ที่เรียกว่า “แหนบ” โดยทั่วไปแหนบด้านจั่วหัวท้ายเรียกว่า “แหนบกั้นก้อง” มักจะกรุด้วย “ลูกกรุ” คือไม้ทึบแผ่นบาง ส่วนแหนบที่อยู่ภายในอาคารที่กั้นระหว่างเติ๋นกับห้องนอน เรียกว่า “แหนบเติ๋น” มักจะใส่ไม้กลึงเว้นระยะตามตั้ง ที่เรียกว่า “ลูกแก้ว” เพื่อระบายอากาศ และพาดไม้ “ขัวย่าน” ซึ่งเป็นไม้ไผ่คู่วางพาดขนาน สำหรับช่างขึ้นไปซ่อมดูแลโครงหลังคา ในชั้นโครงหลังคา ก็อาจเสริมกำลังโครงสร้าง กรณีที่ไม่ต้องการให้มีเสาจากพื้นขึ้นมาตั้งรับกลางช่วงด้วยชิ้นส่วนโครงค้ำเฉพาะตามตั้ง – ตามนอน ด้วย “เสาป๊อก” ระหว่างช่วงเสาด้านยาวและด้านสกัด ค้ำระหว่างไม้ขื่อหรืออะเสตามนอน ๒ ระดับ แต่อาคารจะไม่มีการใช้โครงค้ำในแนวทแยงเลย ยกเว้นบางหลังที่มี “ยางค้ำ” […]

Posted on

เรือนเครื่องสับและเฮือนไม้บั่ว

เรือนเครื่องสับ เรือนไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใช้ไม้สัก และไม้เนื้อแข็ง เช่น เต็ง รัง ตะเคียน ไม้แดง เป็นวัสดุหลัก มีการ “ปรุง” (ตัดและขัดเกลาผิว) หน้าตัดและความยาวไม้ ให้ได้ขนาด ประกอบแต่ละส่วนเข้าด้วยกันด้วยวิธีการบากเจาะ เพื่อประกบหรือเข้าสลักเดือย เป็นต้น ในล้านนามี ๒ แบบ คือ “เฮือนไม้จิ๋ง” และ “เฮือนกาแล” รูปทรงหลังคาโดยทั่วไปเป็นหลังคาจั่วที่มีมุมเอียงไม่สูงชันนัก และระนาบหลังคาเรียบไม่แอ่นโค้ง ยื่นชายคายาวออกไปคลุมอาคารทางด้านยาว และมี “แง้บหน้า” (ไขราปีกนก) คือ กันสาดด้านสกัดอยู่ใต้หน้าจั่ว การจัดวางผังเรือน มักจะมีอาคาร ๒ หลัง วางขนานกันตามยาว ทำให้ด้านหน้าเรือนมองเห็นหลังคาจั่วแฝด ที่มีแง้บหน้าแล่นยาวต่อเนื่องกันตลอดแนวทั้งสองหลังไปบรรจบเข้ามุมกับชายคาด้านยาว เรือนกาแลแตกต่างจากเรือนไม้จริงที่สังเกตได้ง่าย คือ มีไม้กาแลติดอยู่ที่ยอดปั้นลมหลังคา การจัดวางเสาของตัวเรือนในระบบตาราง สัมพันธ์กับแนวหลังคา เป็นด้านยาวและด้านสกัด โดยทั่วไปด้านยาวภายใต้หลังคา แบ่งเป็น ๕ ช่วงเสา และจัดวางเรือนขนานกันตามยาว แต่อาจมีขนาดเรือน หลังคา และระยะบางช่วงเสาไม่เท่ากัน เฮือนไม้บั่ว […]

Posted on

หน้าบัน

หน้าบัน คือ แผงกรุภายในกรอบโครงหลังคาจั่วสำหรับอาคารชั้นสูง ที่มีการประดับตกแต่งลวดลายสวยงาม มี ๓ รูปแบบหลัก ที่พัฒนาไปตามยุคสมัย ได้แก่ หน้าบันแบบดั้งเดิมและหน้าบันในยุคหลัง ราวช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ เป็นต้นมาอีก ๒ รูปแบบ คือ หน้าบันในกรอบหน้าจั่ว และหน้าบันมุขหลังคาจั่วยื่นคลุมบันได หน้าบันแบบดั้งเดิม แยกเป็น ๓ ส่วนออกจากกันชัดเจนด้วยแนวเสา คือ ช่วงกลางระหว่างแนวเสาคู่กลาง ที่แบ่งช่องย่อยภายในรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วตามโครงสร้างม้าต่างไหม และช่วงริม ๒ ข้างระหว่างเสาคู่นอก ที่อยู่ใต้ระนาบชายคาลดระดับ โดยแต่ละช่วงมีแผงล่างที่มีแนวขอบโค้งลงเรียกว่า “โก่งคิ้ว” หน้าบันสามเหลี่ยมในกรอบหน้าจั่ว มีการทำแผงลวดลายหน้าบันปิดทับหน้าบันทั้ง ๓ ส่วน โดยไม่แบ่งช่องภายในรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วตามโครงสร้างม้าต่างไหม หน้าบันมุขหลังคายื่นคลุมบันได ได้รับอิทธิพลจากรูปแบบวิหารแบบพม่าที่มีการยื่นมุขหลังคาจั่วในแนวเสาคู่กลางออกมาคลุมบันไดนาคด้านหน้าวิหาร จึงมีขนาดเล็กเพียงช่วงเสาเดียวและมี “โก่งคิ้ว” ต่อเนื่องตลอดแนว ลวดลายหน้าบันมีทั้งแบบดั้งเดิม ที่แบ่งช่องย่อยตามโครงสร้างม้าต่างไหม และแบบสามเหลี่ยมในกรอบหน้าจั่ว ที่มา: หนังสือสถาปัตยกรรมล้านนา ภาพถ่าย: รุ่งกิจ เจริญวัฒน์ / วีระพล สิงห์น้อย

Posted on

ป๋างเอก

ฝาผนัง เรียกตามคำล้านนาว่า “ป๋างเอก” มี ๒ ลักษณะ ได้แก่ ฝาผนังไม้ที่ติดตั้งอยู่เฉพาะครึ่งบน เรียกว่า “ฝาย้อย” หรือ “ฝาหยาด” ในอาคารแบบเปิด ที่แต่ละช่วงเสาเปิดโล่งให้คนสามารถเดินเข้าได้โดยรอบ ทำให้ต้องทิ้งปลายชายคาต่ำลงเพื่อกันแดดและฝนได้เพียงพอ มักใช้กับวิหารทรงพื้นเมือง เรียกว่า “วิหารโถง” หรือ “วิหารป๋วย” ส่วนฝาผนังเต็มความสูงจากพื้นถึงใต้ชายคาโดยมีหน้าต่างในแต่ละช่วงเสาในอาคารแบบปิด อาจเป็นฝาผนังไม้ครึ่งบน ต่อด้วยฝาผนังก่ออิฐถือปูนครึ่งล่าง หรือเป็นฝาผนังก่ออิฐถือปูนทั้งหมด ป๋างเอกของอาคารชั้นสูงมักทำด้วยฝาไม้กระดานเข้าลิ้นประกอบอยู่ในกรอบโครงไม้รูปสี่เหลี่ยมย่อยๆ เรียกว่า “ฝาตาผ้า” และอาคารแบบปิด มีทั้งที่ใช้ฝาตาผ้าซึ่งเป็นไม้ทั้งหมด หรือพัฒนาต่อเติมเป็นฝาผนังก่ออิฐถือปูนช่วงล่างต่อจากฝาตาผ้าช่วงบน หรือก่ออิฐถือปูนทั้งหมดในสมัยหลัง ในอาคารแบบปิด หากพื้นที่ใหญ่จะใช้กรอบทางตั้งเป็นแนวหลักและแบ่งซอยด้วยกรอบแนวนอน ส่วนแผงไม้ที่ติดระหว่างเสา เช่น ฝาย้อยและแผงคอสอง จะแบ่ง ช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวเดียวเรียงตามแนวนอน ส่วนใหญ่มีประตูทางเข้าบานเปิดคู่กลางเฉพาะด้านหน้าเน้นทางเข้าหลักด้วยกรอบซุ้มประตู หรือมีประตูเล็กทางด้านข้างด้วย และเจาะช่องหน้าต่างบานเปิดคู่ในแต่ละช่วงเสา หรือเจาะช่องแสง แบบช่องตีนกา (ปล่องเบงจร) เป็นรูปกากบาท หรือเจาะช่องลูกกรงตามตั้งด้วยไม้กลึงแบบลูกมะหวด และช่องลูกกรงตามตั้งไม้หรือปูนแบบหน้าตัดสี่เหลี่ยมขอบเรียบ ที่มา: หนังสือสถาปัตยกรรมล้านนา ภาพถ่าย: รุ่งกิจ เจริญวัฒน์ / วีระพล สิงห์น้อย […]

Posted on

“วังและวัด” ทรงพื้นเมืองล้านนา

องค์ประกอบสถาปัตยกรรมของอาคารพื้นเมืองล้านนา เช่น รูปทรงอาคาร หลังคา ระบบโครงสร้าง ผนัง ช่องเปิด บันได และส่วนประกอบอื่นๆ พัฒนาสืบทอดกันมาเป็นเอกลักษณ์ตามความเชื่อและวิถีชีวิตในท้องถิ่น อาคารชั้นสูง เช่น พระราชวัง หอคำ (คุ้มหลวง) และอาคารสำคัญทางศาสนา เช่น วิหาร อุโบสถ มีลักษณะคล้ายกันขององค์ประกอบโครงสร้างที่สัมพันธ์กับผังพื้น คือ ระบบเสาและโครงหลังคา ผังอาคารมีแนวแกนเดียวตามยาว โดยมีด้านหน้า – หลังอยู่ในด้านสกัด รูปทรงอาคารและระบบเสาของอาคารพื้นเมืองล้านนา มีการยกเก็จเพิ่มมุมเสาด้านข้าง ด้วยการใช้เสาคู่ในแนวริมนอก บริเวณที่มีการเพิ่มมุมให้มีรูปทรงป่องออกช่วงกลางอาคารคล้ายลำเรือ โดยการใช้เสาคู่เพื่อเพิ่มระยะช่วงเสาให้กว้างขึ้น เสาแนวริมนอก ๒ ข้าง ที่ต้องมีการเพิ่มมุม มีหน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ส่วน “เสาหลวง” ๒ แนวตามยาว มีหน้าตัดกลมหรือแปดเหลี่ยม หลังคาเป็นทรงจั่ว มี “ไขรา” (ชายคากันสาด) ซ้อนใต้ระนาบหลังคาจั่วทั้งสองข้าง ๑ – ๒ ชั้น ตามความกว้างของอาคาร โดยการเพิ่มแนวเสาตามยาวออกไป และมีการซ้อนชั้นลดหลั่นระดับของหลังคาจั่ว – ไขราที่สอดคล้องกับแนวยกเก็จของระบบเสาด้วย […]

Posted on

หลองข้าว

ชาวล้านนาเรียกยุ้งข้าว ว่า “หลองข้าว” มีอยู่คู่ทุกเรือนพักอาศัยมาแต่โบราณ ในสังคมเกษตรกรรมทั้งหมู่บ้านชนบทและเมือง ในที่ราบลุ่มและบนภูเขา ทั้งในเรือนชาวบ้านทั่วไป คหบดี และเจ้า เช่นเดียวกับภูมิภาคใกล้เคียงในภาคอื่นๆ ของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ไปถึงประเทศจีนและญี่ปุ่น เป็นต้น “หลองข้าว” มักสร้างอยู่เยื้องมาทางด้านหน้าตัวเรือน เพื่อให้สะดวกในการขนย้ายข้าวเปลือกจากที่นา โดยมีขนาดใหญ่เล็กตามสถานะทางเศรษฐกิจ หรือปริมาณการถือครองที่นาของเจ้าของ หรือบางแห่งไม่กั้นฝาห้อง แต่ใช้ภาชนะไม้ไผ่สานทรงกระบอกขนาดกว้างประมาณ ๑ เมตร สูงประมาณ ๑.๕ เมตร ทาอุดผิวด้วยขี้วัว ขี้ควาย ผสมดินและน้ำ เรียกว่า “เสวียน” ส่วนก้นเสวียนสานเป็นตาโปร่งๆ หลองข้าวพื้นเมืองล้านนา โดยทั่วไปจะเป็นอาคารยกเป็นใต้ถุนให้พื้นห่างจากดิน ตัวอาคารและหลังคามี ๒ รูปแบบใหญ่ๆ คือ แบบที่มีฝาอยู่ด้านในแนวเสาและอาจมีหลังคาทรงจั่วลาดลง ๒ ทางแบบทั่วไป และแบบซึ่งเป็นรูปแบบหลองข้าวที่มีเฉพาะในล้านนา ที่มีส่วนระเบียงซึ่งอาจปล่อยโล่งหรือกั้นฝาโดยรอบตัวอาคาร โดยยื่นป่องออกจากแนวเสา และมีหลังคาจั่วครอบบนชายคากันสาดยื่นคลุมทั้ง ๔ ด้านอีกชั้นหนึ่ง เป็นเอกลักษณ์อย่างชัดเจน หลองข้าวแบบล้านนา รูปแบบเสารับหลองข้าว จัดวางเสา ๒ แนว มีจำนวนช่วงเสา ตั้งแต่ ๑ […]

Posted on

เฮือนไม้จิ๋งและเฮือนกาแล

เรือนแบบประเพณีนิยมล้านนาดั้งเดิม มีทั้งรูปแบบ “เฮือนไม้จิ๋ง” (เรือนไม้จริง) และ “เฮือนกาแล” (เรือนกาแล) เรือนไม้จริง รูปทรงเรือนคหบดีล้านนาโบราณที่อ้างอิงได้ ปรากฏในภาพลายเส้น เรือนของเจ้าราชสีห์ ผู้ปกครองเมืองเชียงราย ที่เขียนโดย คาร์ล บ็อค นักสำรวจชาวนอร์เวย์ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๔ ส่วน เรือนกาแล หรือในอดีตเรียกว่า “เรือนเชียงแสน” มีองค์ประกอบพิเศษที่เด่นชัดแตกต่างจากเรือนไม้จริงโดยทั่วไป ตามความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวลัวะชนพื้นเมืองเดิมว่าเป็นเครื่องปกป้องสิ่งอัปมงคล คือ “กาแล” เป็นไม้แกะสลักไขว้ติดอยู่ที่ยอดปั้นลมหลังคาจั่ว และ “หัมยนต์” ซึ่งเป็นไม้แกะสลักติดที่เหนือช่องประตูทางเข้าห้องนอนเจ้าของบ้าน “เฮือนกาแล” มีแหล่งกำเนิดในชุมชนเมืองเชียงใหม่และกระจายไปสู่พื้นที่โดยรอบบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน คือ จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ส่วนจังหวัดในที่ราบลุ่มแม่น้ำอื่นๆ มีเรือนกาแลเป็นส่วนน้อย เรือนทั้ง ๒ รูปแบบ ใช้วิธีก่อสร้างแบบเรือนเครื่องสับ ซึ่งใช้ไม้จริงเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก จัดขนาดไม้โครงสร้างแต่ละส่วนเป็นระเบียบ ประกอบเข้าไม้แบบสลักเดือย ตกแต่งด้วยไม้แกะสลักต่างๆ โดยมีตำราการสร้างเป็นแบบแผนด้วยความประณีต โครงสร้างระบบเสา – คาน ใช้ไม้เนื้อแข็ง วางเสาเป็นระบบตาราง ระยะช่วงเสาในด้านยาวแคบกว่าช่วงเสาในด้านสกัดของแนวหลังคา และมีเทคนิคการลดจำนวนเสาเรือนให้ได้ช่วงเสากว้างขึ้นโดยใช้ “เสาป๊อก” (เสาสั้นรับกลางช่วงคาน) […]