ฝาผนัง มีลักษณะเป็นแผงประกอบสำเร็จ ก่อนติดตั้งทับด้านนอกแนวเสา ยาวต่อเนื่องไปตลอดแนวอาคาร โดยวางบนหัวของแวงและตง ที่ยื่นออกมารับแต่ละด้าน ประกอบด้วยกรอบไม้โดยรอบที่เซาะร่องเป็นรางสำหรับวางแผ่น “ลูกกรุ” ซึ่งมีทั้งวัสดุ แผ่นกระดานไม้จริง เรียกว่า “ฝาไม้แป้น” และไม้ไผ่ เรียกว่า “ฝาไม้บั่ว” “ฝาไม้แป้น” มีรูปแบบต่างๆ เช่น “ฝาตาผ้า” แบ่งกรอบซอยภายในตามแบบแผนมีกรอบตามแนวตั้งเป็นหลักและกรอบแนวนอนภายในอีก ๒ แนวใกล้ขอบบน – ล่าง แบ่งช่องลูกกรุตามตั้งออกเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวตามตั้งในช่วงกลาง และสี่เหลี่ยมเล็กในแถวบน – ล่าง เซาะร่องกรอบไม้เป็นรางเพื่อบรรจุลูกกรุเข้าลิ้นแยกในแต่ละช่อง และติด “เล็บ” หรือคิ้วไม้ประกับภายในช่องกรอบย่อยโดยรอบอีกชั้นหนึ่ง ใช้กับเรือนคหบดี เช่น เรือนกาแล แบบที่ ๒ เรียกว่า “ฝาตั้ง” วางเรียงลูกกรุตามตั้ง รอยต่อชน แบบที่ ๓ เรียกว่า “ฝาแป้นหลั่น” วางเรียงลูกกรุตามตั้ง รอยต่อแบบบังใบ “ฝาตั้ง” และ “ฝาแป้นหลั่น” นี้ไม่มีแบบแผนตายตัวในการจัดแนวไม้คิ้วทับแนว เช่น ไม้คิ้วทับแนวตามระยะช่วงเสา ไม้คิ้วทับรอยต่อลูกกรุตามตั้งทุกแนว หรือจัดไม้คิ้วตามตั้ง […]
องค์ประกอบสำคัญที่มีลักษณะพิเศษเป็นเอกลักษณ์ของเรือนพักอาศัยพื้นถิ่นแบบล้านนา ยกตัวอย่างเช่น เสาป๊อก ในโครงสร้างของเรือนไม้จริงมีการใช้ “เสาป๊อก” (เสาสั้น) ทั้งชั้นใต้ถุนและชั้นโครงหลังคา เป็นการเพิ่มจุดรับน้ำหนักพื้นหรือโครงหลังคา โดยทำให้สามารถเว้นระยะระหว่างช่วงเสาในชั้นพื้นเรือนได้กว้างขึ้น โดยไม่ต้องมีเสาลอยเกะกะในบริเวณพื้นที่โล่ง นอกจากนี้ การแยกส่วนของไม้พื้นแต่ละห้องที่มีระดับเดียวกันเพื่อแยกการรับน้ำหนักจร จะใช้ไม้พื้นที่มีความหนาเท่ากับความหนาตง บวกกับความหนาไม้พื้นตามปกติ เรียกว่า “ไม้แป้นท่อง” วางตามแนวเสา แหนบ แหนบ คือ แผงกรุปิดในภายในกรอบโครงหลังคาจั่ว สำหรับบ้านเรือน มีการทำแต่ละช่องระหว่างโครงไม้ ที่เรียกว่า “แหนบ” โดยทั่วไปแหนบด้านจั่วหัวท้ายเรียกว่า “แหนบกั้นก้อง” มักจะกรุด้วย “ลูกกรุ” คือไม้ทึบแผ่นบาง ส่วนแหนบที่อยู่ภายในอาคารที่กั้นระหว่างเติ๋นกับห้องนอน เรียกว่า “แหนบเติ๋น” มักจะใส่ไม้กลึงเว้นระยะตามตั้ง ที่เรียกว่า “ลูกแก้ว” เพื่อระบายอากาศ และพาดไม้ “ขัวย่าน” ซึ่งเป็นไม้ไผ่คู่วางพาดขนาน สำหรับช่างขึ้นไปซ่อมดูแลโครงหลังคา ในชั้นโครงหลังคา ก็อาจเสริมกำลังโครงสร้าง กรณีที่ไม่ต้องการให้มีเสาจากพื้นขึ้นมาตั้งรับกลางช่วงด้วยชิ้นส่วนโครงค้ำเฉพาะตามตั้ง – ตามนอน ด้วย “เสาป๊อก” ระหว่างช่วงเสาด้านยาวและด้านสกัด ค้ำระหว่างไม้ขื่อหรืออะเสตามนอน ๒ ระดับ แต่อาคารจะไม่มีการใช้โครงค้ำในแนวทแยงเลย ยกเว้นบางหลังที่มี “ยางค้ำ” […]
เรือนเครื่องสับ เรือนไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใช้ไม้สัก และไม้เนื้อแข็ง เช่น เต็ง รัง ตะเคียน ไม้แดง เป็นวัสดุหลัก มีการ “ปรุง” (ตัดและขัดเกลาผิว) หน้าตัดและความยาวไม้ ให้ได้ขนาด ประกอบแต่ละส่วนเข้าด้วยกันด้วยวิธีการบากเจาะ เพื่อประกบหรือเข้าสลักเดือย เป็นต้น ในล้านนามี ๒ แบบ คือ “เฮือนไม้จิ๋ง” และ “เฮือนกาแล” รูปทรงหลังคาโดยทั่วไปเป็นหลังคาจั่วที่มีมุมเอียงไม่สูงชันนัก และระนาบหลังคาเรียบไม่แอ่นโค้ง ยื่นชายคายาวออกไปคลุมอาคารทางด้านยาว และมี “แง้บหน้า” (ไขราปีกนก) คือ กันสาดด้านสกัดอยู่ใต้หน้าจั่ว การจัดวางผังเรือน มักจะมีอาคาร ๒ หลัง วางขนานกันตามยาว ทำให้ด้านหน้าเรือนมองเห็นหลังคาจั่วแฝด ที่มีแง้บหน้าแล่นยาวต่อเนื่องกันตลอดแนวทั้งสองหลังไปบรรจบเข้ามุมกับชายคาด้านยาว เรือนกาแลแตกต่างจากเรือนไม้จริงที่สังเกตได้ง่าย คือ มีไม้กาแลติดอยู่ที่ยอดปั้นลมหลังคา การจัดวางเสาของตัวเรือนในระบบตาราง สัมพันธ์กับแนวหลังคา เป็นด้านยาวและด้านสกัด โดยทั่วไปด้านยาวภายใต้หลังคา แบ่งเป็น ๕ ช่วงเสา และจัดวางเรือนขนานกันตามยาว แต่อาจมีขนาดเรือน หลังคา และระยะบางช่วงเสาไม่เท่ากัน เฮือนไม้บั่ว […]
หน้าบัน คือ แผงกรุภายในกรอบโครงหลังคาจั่วสำหรับอาคารชั้นสูง ที่มีการประดับตกแต่งลวดลายสวยงาม มี ๓ รูปแบบหลัก ที่พัฒนาไปตามยุคสมัย ได้แก่ หน้าบันแบบดั้งเดิมและหน้าบันในยุคหลัง ราวช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ เป็นต้นมาอีก ๒ รูปแบบ คือ หน้าบันในกรอบหน้าจั่ว และหน้าบันมุขหลังคาจั่วยื่นคลุมบันได หน้าบันแบบดั้งเดิม แยกเป็น ๓ ส่วนออกจากกันชัดเจนด้วยแนวเสา คือ ช่วงกลางระหว่างแนวเสาคู่กลาง ที่แบ่งช่องย่อยภายในรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วตามโครงสร้างม้าต่างไหม และช่วงริม ๒ ข้างระหว่างเสาคู่นอก ที่อยู่ใต้ระนาบชายคาลดระดับ โดยแต่ละช่วงมีแผงล่างที่มีแนวขอบโค้งลงเรียกว่า “โก่งคิ้ว” หน้าบันสามเหลี่ยมในกรอบหน้าจั่ว มีการทำแผงลวดลายหน้าบันปิดทับหน้าบันทั้ง ๓ ส่วน โดยไม่แบ่งช่องภายในรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วตามโครงสร้างม้าต่างไหม หน้าบันมุขหลังคายื่นคลุมบันได ได้รับอิทธิพลจากรูปแบบวิหารแบบพม่าที่มีการยื่นมุขหลังคาจั่วในแนวเสาคู่กลางออกมาคลุมบันไดนาคด้านหน้าวิหาร จึงมีขนาดเล็กเพียงช่วงเสาเดียวและมี “โก่งคิ้ว” ต่อเนื่องตลอดแนว ลวดลายหน้าบันมีทั้งแบบดั้งเดิม ที่แบ่งช่องย่อยตามโครงสร้างม้าต่างไหม และแบบสามเหลี่ยมในกรอบหน้าจั่ว ที่มา: หนังสือสถาปัตยกรรมล้านนา ภาพถ่าย: รุ่งกิจ เจริญวัฒน์ / วีระพล สิงห์น้อย
ฝาผนัง เรียกตามคำล้านนาว่า “ป๋างเอก” มี ๒ ลักษณะ ได้แก่ ฝาผนังไม้ที่ติดตั้งอยู่เฉพาะครึ่งบน เรียกว่า “ฝาย้อย” หรือ “ฝาหยาด” ในอาคารแบบเปิด ที่แต่ละช่วงเสาเปิดโล่งให้คนสามารถเดินเข้าได้โดยรอบ ทำให้ต้องทิ้งปลายชายคาต่ำลงเพื่อกันแดดและฝนได้เพียงพอ มักใช้กับวิหารทรงพื้นเมือง เรียกว่า “วิหารโถง” หรือ “วิหารป๋วย” ส่วนฝาผนังเต็มความสูงจากพื้นถึงใต้ชายคาโดยมีหน้าต่างในแต่ละช่วงเสาในอาคารแบบปิด อาจเป็นฝาผนังไม้ครึ่งบน ต่อด้วยฝาผนังก่ออิฐถือปูนครึ่งล่าง หรือเป็นฝาผนังก่ออิฐถือปูนทั้งหมด ป๋างเอกของอาคารชั้นสูงมักทำด้วยฝาไม้กระดานเข้าลิ้นประกอบอยู่ในกรอบโครงไม้รูปสี่เหลี่ยมย่อยๆ เรียกว่า “ฝาตาผ้า” และอาคารแบบปิด มีทั้งที่ใช้ฝาตาผ้าซึ่งเป็นไม้ทั้งหมด หรือพัฒนาต่อเติมเป็นฝาผนังก่ออิฐถือปูนช่วงล่างต่อจากฝาตาผ้าช่วงบน หรือก่ออิฐถือปูนทั้งหมดในสมัยหลัง ในอาคารแบบปิด หากพื้นที่ใหญ่จะใช้กรอบทางตั้งเป็นแนวหลักและแบ่งซอยด้วยกรอบแนวนอน ส่วนแผงไม้ที่ติดระหว่างเสา เช่น ฝาย้อยและแผงคอสอง จะแบ่ง ช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวเดียวเรียงตามแนวนอน ส่วนใหญ่มีประตูทางเข้าบานเปิดคู่กลางเฉพาะด้านหน้าเน้นทางเข้าหลักด้วยกรอบซุ้มประตู หรือมีประตูเล็กทางด้านข้างด้วย และเจาะช่องหน้าต่างบานเปิดคู่ในแต่ละช่วงเสา หรือเจาะช่องแสง แบบช่องตีนกา (ปล่องเบงจร) เป็นรูปกากบาท หรือเจาะช่องลูกกรงตามตั้งด้วยไม้กลึงแบบลูกมะหวด และช่องลูกกรงตามตั้งไม้หรือปูนแบบหน้าตัดสี่เหลี่ยมขอบเรียบ ที่มา: หนังสือสถาปัตยกรรมล้านนา ภาพถ่าย: รุ่งกิจ เจริญวัฒน์ / วีระพล สิงห์น้อย […]
องค์ประกอบสถาปัตยกรรมของอาคารพื้นเมืองล้านนา เช่น รูปทรงอาคาร หลังคา ระบบโครงสร้าง ผนัง ช่องเปิด บันได และส่วนประกอบอื่นๆ พัฒนาสืบทอดกันมาเป็นเอกลักษณ์ตามความเชื่อและวิถีชีวิตในท้องถิ่น อาคารชั้นสูง เช่น พระราชวัง หอคำ (คุ้มหลวง) และอาคารสำคัญทางศาสนา เช่น วิหาร อุโบสถ มีลักษณะคล้ายกันขององค์ประกอบโครงสร้างที่สัมพันธ์กับผังพื้น คือ ระบบเสาและโครงหลังคา ผังอาคารมีแนวแกนเดียวตามยาว โดยมีด้านหน้า – หลังอยู่ในด้านสกัด รูปทรงอาคารและระบบเสาของอาคารพื้นเมืองล้านนา มีการยกเก็จเพิ่มมุมเสาด้านข้าง ด้วยการใช้เสาคู่ในแนวริมนอก บริเวณที่มีการเพิ่มมุมให้มีรูปทรงป่องออกช่วงกลางอาคารคล้ายลำเรือ โดยการใช้เสาคู่เพื่อเพิ่มระยะช่วงเสาให้กว้างขึ้น เสาแนวริมนอก ๒ ข้าง ที่ต้องมีการเพิ่มมุม มีหน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ส่วน “เสาหลวง” ๒ แนวตามยาว มีหน้าตัดกลมหรือแปดเหลี่ยม หลังคาเป็นทรงจั่ว มี “ไขรา” (ชายคากันสาด) ซ้อนใต้ระนาบหลังคาจั่วทั้งสองข้าง ๑ – ๒ ชั้น ตามความกว้างของอาคาร โดยการเพิ่มแนวเสาตามยาวออกไป และมีการซ้อนชั้นลดหลั่นระดับของหลังคาจั่ว – ไขราที่สอดคล้องกับแนวยกเก็จของระบบเสาด้วย […]
ชาวล้านนาเรียกยุ้งข้าว ว่า “หลองข้าว” มีอยู่คู่ทุกเรือนพักอาศัยมาแต่โบราณ ในสังคมเกษตรกรรมทั้งหมู่บ้านชนบทและเมือง ในที่ราบลุ่มและบนภูเขา ทั้งในเรือนชาวบ้านทั่วไป คหบดี และเจ้า เช่นเดียวกับภูมิภาคใกล้เคียงในภาคอื่นๆ ของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ไปถึงประเทศจีนและญี่ปุ่น เป็นต้น “หลองข้าว” มักสร้างอยู่เยื้องมาทางด้านหน้าตัวเรือน เพื่อให้สะดวกในการขนย้ายข้าวเปลือกจากที่นา โดยมีขนาดใหญ่เล็กตามสถานะทางเศรษฐกิจ หรือปริมาณการถือครองที่นาของเจ้าของ หรือบางแห่งไม่กั้นฝาห้อง แต่ใช้ภาชนะไม้ไผ่สานทรงกระบอกขนาดกว้างประมาณ ๑ เมตร สูงประมาณ ๑.๕ เมตร ทาอุดผิวด้วยขี้วัว ขี้ควาย ผสมดินและน้ำ เรียกว่า “เสวียน” ส่วนก้นเสวียนสานเป็นตาโปร่งๆ หลองข้าวพื้นเมืองล้านนา โดยทั่วไปจะเป็นอาคารยกเป็นใต้ถุนให้พื้นห่างจากดิน ตัวอาคารและหลังคามี ๒ รูปแบบใหญ่ๆ คือ แบบที่มีฝาอยู่ด้านในแนวเสาและอาจมีหลังคาทรงจั่วลาดลง ๒ ทางแบบทั่วไป และแบบซึ่งเป็นรูปแบบหลองข้าวที่มีเฉพาะในล้านนา ที่มีส่วนระเบียงซึ่งอาจปล่อยโล่งหรือกั้นฝาโดยรอบตัวอาคาร โดยยื่นป่องออกจากแนวเสา และมีหลังคาจั่วครอบบนชายคากันสาดยื่นคลุมทั้ง ๔ ด้านอีกชั้นหนึ่ง เป็นเอกลักษณ์อย่างชัดเจน หลองข้าวแบบล้านนา รูปแบบเสารับหลองข้าว จัดวางเสา ๒ แนว มีจำนวนช่วงเสา ตั้งแต่ ๑ […]
เรือนแบบประเพณีนิยมล้านนาดั้งเดิม มีทั้งรูปแบบ “เฮือนไม้จิ๋ง” (เรือนไม้จริง) และ “เฮือนกาแล” (เรือนกาแล) เรือนไม้จริง รูปทรงเรือนคหบดีล้านนาโบราณที่อ้างอิงได้ ปรากฏในภาพลายเส้น เรือนของเจ้าราชสีห์ ผู้ปกครองเมืองเชียงราย ที่เขียนโดย คาร์ล บ็อค นักสำรวจชาวนอร์เวย์ ในปี พ.ศ. ๒๔๒๔ ส่วน เรือนกาแล หรือในอดีตเรียกว่า “เรือนเชียงแสน” มีองค์ประกอบพิเศษที่เด่นชัดแตกต่างจากเรือนไม้จริงโดยทั่วไป ตามความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวลัวะชนพื้นเมืองเดิมว่าเป็นเครื่องปกป้องสิ่งอัปมงคล คือ “กาแล” เป็นไม้แกะสลักไขว้ติดอยู่ที่ยอดปั้นลมหลังคาจั่ว และ “หัมยนต์” ซึ่งเป็นไม้แกะสลักติดที่เหนือช่องประตูทางเข้าห้องนอนเจ้าของบ้าน “เฮือนกาแล” มีแหล่งกำเนิดในชุมชนเมืองเชียงใหม่และกระจายไปสู่พื้นที่โดยรอบบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน คือ จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ส่วนจังหวัดในที่ราบลุ่มแม่น้ำอื่นๆ มีเรือนกาแลเป็นส่วนน้อย เรือนทั้ง ๒ รูปแบบ ใช้วิธีก่อสร้างแบบเรือนเครื่องสับ ซึ่งใช้ไม้จริงเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก จัดขนาดไม้โครงสร้างแต่ละส่วนเป็นระเบียบ ประกอบเข้าไม้แบบสลักเดือย ตกแต่งด้วยไม้แกะสลักต่างๆ โดยมีตำราการสร้างเป็นแบบแผนด้วยความประณีต โครงสร้างระบบเสา – คาน ใช้ไม้เนื้อแข็ง วางเสาเป็นระบบตาราง ระยะช่วงเสาในด้านยาวแคบกว่าช่วงเสาในด้านสกัดของแนวหลังคา และมีเทคนิคการลดจำนวนเสาเรือนให้ได้ช่วงเสากว้างขึ้นโดยใช้ “เสาป๊อก” (เสาสั้นรับกลางช่วงคาน) […]